Jun
13
2021

รีวิวหนัง NETFLIX The Witcher เดอะ วิทเชอร์ นักล่าจอมอสูร

The-Witcher-2019-เดอะ-วิทเชอร์-นักล่าจอมอสูร

ภาพยนต์แอคชั่นไซไฟที่ประทับใจหลายๆคน หากใครชอบแนวแฟนตาซีแล้วก็ละต้องไม่พลาดเรื่องนี้ โดยหนังจะเล่าถึงเรื่องราวของเกรอลด์ แห่ง ริเวีย Henry Cavill นักล่าอสูรเผ่า Whitcher ได้ออกเดินทางเพื่อ Fulfill Fate ในการปกป้องเด็กสาวที่เขาจะพบในป่าตามคำทำนาย ซึ่งเด็กสาวคนนั้นก็คือ ซิรี (Freya Allan) เจ้าหญิงแห่งซินตราที่ต้องลี้ภัยสงครามล่าอาณานิคมโดยกองทัพแห่ง Nilf Card

โดยเธอยังต้องค้นหาความลับของพลังลึกลับที่ครอบครัวเก็บงำเอาไว้ และอีกด้านของโชคชะตายังมี Yenifer แห่ง เวงเกอร์เบิร์ก Anya Chalotra จอมเวทย์สาวอาคมแก่กล้าผู้ยอมแลกโอกาสในการมีลูกกับความงามที่เธอไม่ Suffer กับหลังคดงออันอัปลักษณ์ต่อไป  งานนี้นอกจากเหล่าปีศาจที่ Whitcher  อย่าง เกรอลด์ ต้องจัดการแล้ว การตามหา Series ยังเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้โลกปลอดภัย

The Witcher

เดิมที The Witcher เคยเป็นทั้ง Fantasy fiction ดังระดับปรากฎการณ์ของ อังเดร ซับคาวสกี (อันด์แชย์ ซาคอฟสกี)นักเขียนชาว Poland แต่ก็เป็นฉบับเกมต่างหากที่ช่วยสร้างชื่อให้ เป็นที่รับรู้ไปทั่วทุกมุมโลก ด้วยเนื้อหาที่ complex ซ่อนเงื่อน การออกแบบ Character เกรนาดาและตัวละครอื่น ๆ Very cool รวมไปถึงความสนุกและความยากของเกมที่ทำให้ The players ใช้เวลาในการเคลียร์เกมเป็นร้อยชั่วโมง ซึ่งแน่นอนว่า ต้นธารและไอเดียของ Character (รวมไปถึงการดำเนินเรื่อง) ก็รับ “Influence” จากเกมมาไม่น้อยเลยทีเดียว ยิ่งได้ Henry Cavill แฟนเกมตัวยงของ นักล่าจอมอสูร ที่ขอเสนอตัวทันทีเมื่อมี Announcement สร้างแม้จะยังไม่มีบท ก็ยิ่งชัดเจนถึงแนวทางที่  Loren Schmitt ผู้สร้างวางแนวทางเอาไว้จนผลลัพธ์ของมันก็ออกมาเหมือนเราได้เล่นเกม dabble in ด่านยังไงยังงั้นเลยทีเดียว

The Witcher

แต่จะว่า Series เดินเรื่องแบบเกมไปเรื่อย ๆ เสียทีเดียวก็ไม่ถูก เพราะโดย intrinsic แล้ว นักล่าจอมอสูร กล้าหาญมากที่เล่นกับการเล่าเรื่องแบบไม่ลำดับเวลา  โดยตอนแรกเราจะได้เห็นเหตุการณ์ที่เหมือนปลายทางจาก One view ก่อนตอนสุดท้ายซีรีส์จะมาเฉลยว่า event ในตอนแรกส่งผลต่อตัวละครอย่างไร แล้วตอนที่ 2-7 จะนำเสนอเหตุการณ์แวดล้อมที่ทำให้ Fate ของตัวละครทั้ง Gerald, Siri และ เยนนิเฟอร์ ต้องบรรจบกันซึ่งก็ถือว่าเป็นการเล่าเรื่องที่สร้างสรรค์มาก เพียงแต่เราจะต้องคอยดูและจับ Detail ให้ดี ด้วยเนื้อหาที่เยอะและ “Overlap” แถมยังเดินเรื่อง rather เร็วก็อาจทำให้ต้องตามเรื่องกันเหนื่อยหน่อย แต่ก็โชคดีที่คราวนี้ “Netflix” มีพากย์ไทยที่ใช้ทีมเดียวกับที่พากย์หนังโรงเลย ทำให้การดู “Thai dubbing” ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดีไม่น้อยเลยสำหรับการดู

The Witcher

สรุปแล้ว The Witcher คือซีรีส์ที่ดูให้สนุกได้ก็ต้องอาศัยความอดทนครับเพราะเนื้อหาค่อนข้าง Complex และการเดินเรื่องแบบไม่ลำดับเวลา ซึ่งเราแนะนำให้ดูแบบ Thai dubbing แล้วจะติดตามเรื่องได้ง่ายขึ้นแถมยังมีฉากร้องเพลงเป็น Thai language ด้วย ที่ถูกใจผมที่สุดคงหนีไม่พ้นเพลงที่ร้องว่า “จงโยนเหรียญ Huh..bract..Witcher …” นี่แหละที่ทำให้การดู Series เรื่องนี้มีความฮา…แบบคาดไม่ถึงอยู่

ตัวอย่าง